รู้จักกับฐานภาษี: สาเหตุที่ทำให้เสียภาษีนั้นเพราะอะไร

รู้จักกับฐานภาษี: สาเหตุที่ทำให้เสียภาษีนั้นเพราะอะไร
28/12/17   |   7.9k   |  

เมื่อต้องจ่ายภาษี บางคนก็อาจจะใช้โปรแกรมในการคำนวณภาษี เพราะยังรู้สึกงงและไม่แน่ใจว่า หากคำนวณเองจะทำได้ถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่ว่าเราจะใช้โปรแกรมคำนวณใด ๆ ก็ตาม ตัวเราเองก็ควรมีความรู้ความเข้าใจว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เราต้องเสียภาษี และเพราะอะไรถึงต้องเสียภาษีเป็นเงินจำนวนนั้น ๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดกรณีข้อพิพาทต่าง ๆ ที่อาจตามมาจากการคำนวณภาษีพลาด เพราะจะทำให้เรานั้นทั้งต้องเวลาและเสียเงินไปโดยไม่จำเป็น JobThai.com/REACH จะมาแนะนำถึงเรื่องของฐานภาษี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เราทราบว่าเหตุใดเราถึงต้องจ่ายภาษีตามจำนวนที่คำนวณมาด้วยล่ะ

 

 

  • อัตราภาษีเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการคำนวณภาษี โดยกฎหมายจะกำหนดว่า หากได้เงินสุทธิเท่านี้ ให้คิดภาษีในอัตราเท่าไหร่
    • อัตราก้าวหน้า: ยิ่งได้เงินมาก ก็ยิ่งจ่ายมาก
    • อัตราคงที่: ทุกคนจ่ายอัตราเดียวกัน
    • อัตราเหมาจ่าย: เหมาจ่ายไม่ต้องคิดเยอะ
    • อัตราถดถอย: รายได้ยิ่งมาก ยิ่งจ่ายภาษีน้อยลง
  • ฐานภาษีเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเป็น “ผู้เสียภาษี” หรือไม่ ถ้าเราเข้าข่ายการจ่ายภาษีหลายอย่างก็ต้องจ่ายหลายอย่างตามไปด้วย
    • ฐานบริโภค ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ภาษีศุลกากรที่มักจะเห็นเวลาเดินทาง
    • ฐานทรัพย์สิน มีหลากหลายประเภทมาก แต่ตัวอย่างอย่างง่ายก็ได้แก่ ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงเรือง และที่ดิน เป็นต้น
    • ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาซึ่งรายได้ก็คือเงินเดือนหรือค่าจ้าง
  • รายได้สุทธิลบค่าใช้จ่ายส่วนตัวไม่เกิน 100,000 บาท และหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 60,000 บาท และถ้ามีค่าลดหย่อนอื่น ๆ เพิ่มอีก ก็จะยิ่งเสียภาษี 2560 น้อยลงไปอีก

 

 

อัตราภาษี: ความเป็นธรรมสำหรับคนจ่ายภาษี

เมื่อเรารู้ตัวแล้วว่าเราเป็นพนักงานที่มีเงินเดือนอยู่ในเกณฑ์ของ “ผู้เสียภาษี” หรือคนที่ต้องจ่ายภาษี สิ่งที่ควรรู้จักอีกอย่างหนึ่งเลยก็คืออัตราภาษี เพราะอัตราภาษีเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการคำนวณภาษี โดยกฎหมายจะกำหนดว่า หากได้เงินสุทธิเท่านี้ ให้คิดภาษีในอัตราเท่าไหร่ ดังนั้นเราก็ต้องดูว่า “อัตราภาษี” นั้นมีการกำหนดไว้แบบใดบ้าง เหตุผลอีกประการคืออัตราภาษีหรือวิธีการคิดเงินสำหรับเรียกเก็บภาษี จะเป็นตัวบอกว่าเราต้องเสียภาษีมากหรือน้อยอีกด้วย ดังนั้นก็รู้จักไว้บ้างก็ดี

อัตราก้าวหน้า คือยิ่งได้เงินมาก ก็ยิ่งจ่ายมาก

การคิดเงินแบบก้าวหน้าเป็นหนึ่งสิ่งที่คนคุ้นชินมากที่สุด จากคำที่ว่า “อัตราแบบขั้นบันได” เกิดจากความเชื่อที่ว่าคนที่สามารถหาได้เงินมาก ก็ควรจ่ายภาษีมากกว่าคนที่ได้เงินน้อย อัตราภาษีแบบนี้ก็เลยกำหนดให้ถ้าได้เงินมากขึ้นหรือมีฐานภาษีสูงขึ้น ก็จะขยับขั้นบันไดที่เรายืนอยู่ขึ้นไป แล้วในแต่ละขั้นก็จะคิดอัตราที่ต้องจ่ายสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

อัตราคงที่ คือทุกคนจ่ายอัตราเดียวกัน

คิดแค่อัตราเดียวสำหรับฐานภาษีโดยไม่เปลี่ยนตามการขึ้นลงของฐานภาษี เช่น อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 เป็นต้น เป็นต้น

อัตราเหมาจ่าย คืือเหมาจ่ายไม่ต้องคิดเยอะ

เก็บภาษีแบบคิดราคาเป็นเงินจำนวนที่แน่นอนโดยไม่สนว่าฐานภาษีจะเป็นเท่าไหร่ อัตราเหมาจ่ายก็ เช่น ในกรณีค่าลดหย่อนส่วนตัวและค่าใช้จ่าย คือทุกคนได้รับการยกเว้นจ่ายภาษีในส่วนนี้ จึงเหมาไปเลยอัตราเดียวกัน

อัตราถดถอย คือรายได้ยิ่งมาก ยิ่งจ่ายภาษีน้อยลง

การจ่ายภาษีแบบอัตราถดถอย คือการจ่ายภาษีในอัตราการที่ต่ำลงเมื่อมีรายได้สูงขึ้น ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นอัตราการเก็บภาษีที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในรายได้ของบุคคลอย่างมาก เลยไม่ค่อยนำมาใช้กับการเก็บภาษีของมนุษย์เงินเดือน แต่จะใช้กับ อัตราภาษีบำรุงท้องที่ หรือว่าภาษีที่จัดเก็บจากที่ดินที่ใช้สร้างบ้านอยู่อาศัย หรือทำการเกษตร และที่ดินว่างเปล่าก็เก็บเหมือนกัน จะเห็นได้ว่าถ้าเกษตรกรมีพื้นที่ทำนาใหญ่มากแล้วต้องจ่ายภาษีในอัตราก้าวหน้าก็คงไม่ไหวใช่ไหมล่ะ

 

ฐานภาษี: บันไดไปจุดชมวิว

หลังจากเข้าใจแล้วว่าต้องมีการยื่นภาษีและการจ่ายภาษี ต่อมาคือต้องดูว่าเพราะอะไรเราถึงกลายเป็น “ผู้เสียภาษี” ซึ่งสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็น “ผู้เสียภาษี” นั้นเรียกว่า “ฐานภาษี”

นึกง่าย ๆ ก็คือ ให้ฐานภาษีเปรียบเสมือนจุดชมวิว จะชมตรงไหนก็จ่ายเงินตามข้อกำหนดนั้น เช่น ชมข้างล่างวิวไม่ค่อยดีก็อาจจะจ่ายน้อยหน่อย แต่หากอยากไปชม ณ จุดยอดหน้าผาเลย ซึ่งวิวทะเลหมอกชัดเจนมาก ก็ต้องจ่ายมากหน่อย พูดง่าย ๆ ก็คือเราไปยืนอยู่บนฐานแบบไหนเราก็จ่ายเงินตามข้อกำหนดของฐานนั้น โดยฐานภาษีแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท แต่ว่าแต่ละประเภทคิดอัตราการเก็บไม่เหมือนกันนะ บางอันเป็นแบบคงที่ บางอันเหมาจ่ายและบางอันก็เป็นขั้นบันได

  1. ฐานบริโภค ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ภาษีศุลกากรที่มักจะเห็นเวลาเดินทาง และอื่น ๆ
  2. ฐานทรัพย์สิน มีหลากหลายประเภทมาก ตัวอย่างก็ได้แก่ ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงเรือง และที่ดิน เป็นต้น
  3. ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาซึ่งรายได้ก็คือเงินเดือนหรือค่าจ้าง

จะเห็นได้ว่าเราอาจจะยืนอยู่บนหลาย ๆ ฐานภาษีพร้อมกันได้ ดังนั้นถ้าเราเข้าข่ายการจ่ายภาษีหลายอย่างก็ต้องจ่ายหลายอย่างตามไปด้วยแต่ว่าในที่นี้อยากจะพูดถึงข้อที่ 3 หรือ “ฐานรายได้” ซึ่งพนักงานเงินเดือนควรจะทำความคุ้นเคยเอาไว้ เนื่องจากฐานรายได้หลักของพนักงานประจำทั้งหลายได้รับในแต่ละเดือนมักเป็นเงินเดือนและโบนัส จึงจะต้องจ่ายภาษีบทฐาน (จุดชมวิว) นี้เป็นหลัก ไปดูค่าชมวิวกัน

 

บันไดขั้นที่

ขั้นเงินได้สุทธิตั้งแต่

เงินได้สุทธิจำนวนสูงสุดของขั้น

อัตราภาษี

ภาษีสูงสุดในแต่ละขั้นเงินได้

ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น

1 0 - 150,000 150,000 5 ยกเว้น* 0
2 150,001 - 300,000 150,000 5 7,500 7,500
3 300,001 - 500,000 200,000 10 20,000 27,500
4 500,001 - 750,000 250,000 15 37,500 65,000
5 750,001 - 1,000,000 250,000 20 50,000 115,000
6 1,000,001 - 2,000,000 1,000,000 25 250,000 365,000
7 2,000,001 - 5,000,000 3,000,000 30 900,000 1,265,000
8 มากกว่า 5,000,000   35    

*ยกเว้น ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551 สำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไปประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีภาษี พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป 

อธิบายจากตัวอย่างต่อไปนี้

คำนวณง่าย ๆ จากรายได้สุทธิลบค่าใช้จ่ายส่วนตัวไม่เกิน 100,000 บาท และหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 60,000 บาท และควรตรวจสอบก่อนด้วยว่าเรามีค่าลดหย่อนอื่น ๆ อะไรเพิ่มเติมอีก เพราะจะทำให้เสียภาษี 2560 น้อยลงไปอีก (ย้ำ ภาษีปี 2560 จะยื่นได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561) วิธีคำนวณรายได้สุทธิเพื่อดูว่าเราอยู่บนฐานภาษีขั้นไหน

สมมติว่าได้เงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน แต่ไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเพิ่มเติม วิธีคิดจะเป็นดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ทั้งปีจะได้เงิน 30,000 x 12 = 360,000 บาท

ขั้นตอนที่ 2 ดูว่าหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ สำหรับเงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 (เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง) หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เมื่อคิดดู 50% ของ 360,000 = 180,000 บาท แต่ว่า 180,000 เกิน 100,000 บาท ก็ต้องปัด 80,000 ทิ้งเหลือ 100,000 บาท เพราะกฎหมายให้ได้สูงสุดเท่านี้

ขั้นตอนที่ 3 ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 = 60,000 บาท (เป็นค่าลดหย่อนแบบเหมา 60,000 บาทต่อปี สำหรับผู้ยื่นภาษีทุกคน)

รวมแล้วพนักงานที่รับเงินเดือนอย่างเดียวจะได้รับค่างดเว้นภาษีรวม 160,000 บาท

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อคิดเงินได้สุทธิจึงเท่ากับ 360,000 – 160,000 = 200,000 บาท

ขั้นตอนที่ 5 จะเห็นได้ว่าเงินได้สุทธิ 200,000 บาท นั้น อยู่ในช่วงเงินได้ระหว่าง 150,000 – 300,000 หรือ “ฐานบันไดขั้นที่ 2” นั่นเอง เพราะถ้าดูตามตารางข้างล่างจะเห็นได้ว่าเงินสะสมในขั้นที่ 1 ยังเหลืออยู่ 50,000 บาท จึงต้องไต่ต่อขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 6 ดูว่าอัตราภาษีของ“ฐานบันไดขั้นที่ 2”นั้นเท่าไหร่ จากนั้นก็นำมาคำนวณกับเงินที่เหลืออยู่จากการสะสมตามขั้น

 

ขั้นเงินได้สุทธิ

หักออก

อัตราภาษี

เงินภาษี

สะสมตามขั้น

0 – 150,000

200,000 -150,000 = 50,000

5%

ยกเว้นไม่ต้องคิด

50,000 + 0

150,000 – 300,000

50,000

5% ของ 50,000

2,500

รวมภาษีที่ต้องจ่าย

2,500

 

 

ดังนั้น สมมติว่าได้รับเงินเดือน 30,000 บาท จะต้องเสียภาษี 2,500 บาท โดยประมาณ (ย้ำ โดยประมาณ)

อย่าลืมว่าถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเพิ่มเติม เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน เบี้ยประกันชีวิต ประกันสังคม กองทุน LTF หรือ กองทุน RMF และเงินเดือนไม่เกิน 26,000 บาท ก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี แค่ต้องยื่นแบบฟอร์มเสียภาษีให้ถูกต้องเฉย ๆ

 

เกร็ดความรู้!

เห็นพูดถึงแต่บุคคลธรรมดา มีบุคคลไม่ธรรมดาด้วยหรือ ?

สำหรับบุุคคลธรรมดานั้นหมายถึงคนทำมาหากิน หรือทำงานแบบเป็นคน ๆ แต่ทั้งนี้ในสังคมก็ยังมีกลุ่มคนที่รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ซึ่งก็จะมีภาษีอากรประเภทหนึ่งที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร เรียกว่า “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

เมื่อมีรายได้มากกว่า ดังนั้นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บเงินที่แตกต่างกันออกไปจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะกลุ่มคนก็ย่อมมีรายได้มากกว่าคนธรรมดาคนหนึ่งนั่นเอง

 

 

ให้กฎหมายเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว อ่านความรู้ด้านกฎหมายได้ที่ JobThai.com/REACH

 

JobThai.com/REACH มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิด

เพิ่มเพื่อน

 

อ่านเพิ่มเติม :

เว็ปไซต์กรมสรรพากร

ราชกิจจานุเบกษา

ข่าวกรมสรรพากร

 

tags : คนทำงาน, jobthai, การจ่ายภาษี, การยื่นเสียภาษี, คนทำงานกับการเสียภาษี, ภ.ง.ด., ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91, ภาษี, ภาษีบุคคลธรรมดา, คำนวณภาษี, ลดหย่อนภาษี, เด็กจบใหม่, ไลฟ์สไตล์, lifestyle



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม